วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552


ชื่อสถานที่ แม่น้ำอะเมซอน
: Amazon River
สถานที่ตั้ง ประเทศ โบลิเวีย บราซิล โคลัมเบีย เอกวาดอร์
กวานา เปรู ซูรินามี และ เวเนซุเอรา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้
ต้นกำเนิดของแม่น้ำอะเมซอน มาจากเทือกเขาแอนเดซ (Andes) Mountains ในประเทศเปรู ซึ่งไหลจากตะวันตกไปยังตะวันออก ผ่านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้
และออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติกทางตอนเหนือของประเทศบราซิล
แม่น้ำอะเมซอนมีความยาวประมาณ 4,000 ไมล์ ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นอันดับ 2 รองจากแม่น้ำไนล์ในทวีปแอฟริกาส่วนความกว้างนั้น
แม่น้ำอะเมซอนจัดว่าเป็นแม่น้ำที่มีความกว้างมากที่สุดในโลก แม้ในบางช่วงของตัวแม่น้ำที่แคบ ยังกว้างกว่า 1 ไมล์ แม่น้ำสายยาวเส้นนี้ได้แตกกิ่งก้านสาขามากถึง1,100 สาย
และมี 17 สาย ที่มีความยาวกว่า 1,000 ไมล์ ซึ่งปริมาณน้ำจืด 1 ใน 5 ของโลกนั้นมาจากแม่น้ำสายนี้นั่นเอง
ส่วนพื้นที่ของแม่น้ำที่ไหลผ่านนั้น ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 7 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งอยู่ในประเทศเปรู กวานา ซูรินามิ โบลิเวีย เอกวาดอร์ โคลัมเบีย
เวเนซุเอร่าและประเทศบราซิล จุดเด่นของแม่น้ำอะเมซอนนี้คือ จุดร่วมของแม่น้ำนิโกรที่มีสีดำกับแม่น้ำโซลิมอยส์ที่มีสีเหลืองมาพบกันที่แม่น้ำอีกเส้นหนึ่งและไหลไปพร้อมๆ กัน
โดยที่สีของแม่น้ำทั้งสองแตกต่างกันจนเห็นได้ชัดในระยะหลายไมล์แรก
ส่วนป่าอะเมซอน ซึ่งถือว่าเป็นป่าที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก เพราะรวมเอาพันธุ์ไม้นานาชนิดและสัตว์ต่างๆ อีกหลากหลาย อย่างเช่น ที่มีกว่า 40,000 ชนิด นกประมาณ 1,500 ชนิด ที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ รวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำ พวกเขาดำเนินชีวิตในแบบที่ควรจะเป็นรุ่นแล้วรุ่นเล่า สัตว์นานาชนิดดำเนินตามวัฏจักรของพวกมันต่อไปอีกยาวนาน

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552




















คำสอน...ของแม่


เสียงที่เคย เอ่ยฟัง ยังคงอยู่
เฝ้าอุ้มชู เลี้ยงดู มิรู้หน่าย
คอยฟูมฟัก ด้วยรัก ลูกมากมาย
มิท้อใจ ขอให้ ลูกได้ดี

ความฉลาด แม่อาจ วาดไม่ได้
ลูกต้องใช้ หัวใจ ไล้แต้มสี
ประสบการณ์ ก้าวผ่าน เนิ่นนานมี
กลวิธี แห่งชีวี ที่มีมา

แม่อยากให้ ใจลูก คิดถูกต้อง
จงไตร่ตรอง พิศมอง ผองปัญหา
ทางสายกลาง ทิศทาง สร้างปัญญา
รักศรัทธา ค่าความดี ที่เจ้าทำ

เมื่อลูกเห็น ใครลำเค็ญ อย่าเข่นข้อง
เข้าทำนอง กองไม้ล้ม ก้มเหยียบย่ำ
เฝ้าคิดร้าย ต่อใคร ไม่ควรทำ
ลูกจงจำ ถ้อยคำ แม่ย้ำเตือน

จงก้าวเดิน เผชิญจิต ลองผิดถูก
เมื่อคิดผูก ต้องลุก กระตุกเงื่อน
ด้วยตัวเรา เท่านั้น อย่าฟั่นเฟือน
คิดเลอะเลือน เงื่อนตาย ได้อายตัว

จงเรียนรู้ สู่ทาง อย่างอดกลั้น
มิหวาดหวั่น พลันตก อกสลัว
ใช้สมอง ตรองพิศ อย่าคิดกลัว
ดีหรือชั่ว ตัวเรา ย่อมเข้าใจ

ลูกมีสิทธิ์ คิดฝัน ทุกวันวี่
แต้มชีวี สีสัน อันสดใส
แม้นไม่อาจ วาดฝัน ได้ทันใด
สู้ต่อไป อย่าสิ้นไร้ ในใจตน

ยามใดสุข เผื่อทุกข์ เข้าปลุกปลอบ
นี่คือกรอบ ครอบใจ ได้ทุกหน
ทางชีวิต ลิขิตวาง อย่างแยบยล
บรรลุผล หลุดพ้น วังวนกรรม

แม่อยากให้ ยิ้มไว้ ทั่วใบหน้า
ใครว่าบ้า อย่าสน คนพูดพร่ำ
ยิ้มเพื่อได้ ล้างใจ ใคร่ควรทำ
ยิ้มประจำ นำชีวิต จิตเบิกบาน

มีสิ่งหนึ่ง พึงจำ ในคำแม่
ความจริงแท้ แน่ว
แน่ ไม่แปรผัน
พูดโกหก เหมือนตก นรกพลัน
ทุกข์อนันต์ มหันต์ภัย ดั่งไฟฟอน

กำลังใจ แม่ให้ ไม่มีหมด
มิเลี้ยวลด จำจด ทุกบทสอน
พระคุณแม่ แท้จริง ยิ่งสาคร
ประนมกร อ่อนแนบ แทบเท้าเอย

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

กำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีน (จีนตัวเต็ม: 長城; จีนตัวย่อ: 长城; พินอิน: Chángchéng ฉางเฉิง) เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก

หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมือง จีนได้สำเร็จ

กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ (จีนตัวเต็ม: 萬里長城; จีนตัวย่อ: 万里长城; พินอิน: Wànlĭ Chángchéng ว่านหลี่ฉางเฉิง) กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย เชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากอวกาศ จะสามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้

ระยะเวลาในการสร้าง
กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นในระยะเวลา 4 ช่วงหลัก ๆ ดังนี้
พ.ศ. 338 (ราชวงศ์ฉิน) 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
พ.ศ. 443 (ราชวงศ์ฮั่น)
พ.ศ. 1681 - 1741 (สมัย 5 ราชวงศ์ 10 อาณาจักร)
พ.ศ. 1911 - 2163 (รัชสมัยจักรพรรดิหงอู่ ต้นราชวงศ์หมิง

ประวัติ

กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิ์องค์แรกในประวัติศาสตร์จีน จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนสำเร็จในที่สุด กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่ เคยมีมา

มีข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีนดังนี้

1. เราไม่สามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนจากดวงจันทร์ ไม่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยมนุษย์ แม้แต่อย่างเดียวที่สามารถมองเห็นจากดวงจันทร์ ในระดับ low earth orbit เราสามารถมองเห็นกำแพงเมืองจีนโดยใช้ radar การมองเห็นกำแพงเมืองจีนเป็นไปได้ยากเนื่องจาก สีของกำแพงเมืองจีนจะกลืนไปกับสีของธรรมชาติ ก็คือสีของดิน หิน

2. กำแพงเมืองจีนไม่ใช่กำแพงยาวตลอด ความจริงแล้วกำแพงเมืองจีน ถูกสร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัยกินเวลานับพันปี โดยเป็นการเชื่อมต่อกำแพงแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน จนเป็นแนวทอดยาวหลายพันกิโลเมตร

3. กำแพงเมืองจีนเป็นเสมือนสุสานของผู้ก่อสร้าง มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว ที่กำแพงเมืองจีนได้ชื่อว่าเป็นสุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง

4. ความยาวของกำแพงเมืองจีน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบความยาวที่แท้จริงของกำแพงเมืองจีน ในภาษาจีน จะเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "กำแพงยาวหมื่นลี้" (หนึ่งลี้มีความยาวประมาณ 1/3 ไมล์) โดยคร่าวๆ กำแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 4 พันไมล์ หรือ 6,350 กิโลเมตร ทอดผ่านทุ่งหญ้า ทะเลทราย และเทือกเขาสูง ความสูงของกำแพงคือ 7 เมตร และกว้าง 5 เมตร

5. การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ช่วยป้องกันการรุกรานได้หรือไม่ การเข้าครองอำนาจของมองโกล และแมนจู ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นจากความอ่อนแอ ของราชวงศ์ที่ปกครองประเทศจีนในขณะนั้นๆ พวกเขาใช้โอกาสในขณะที่เกิดกบฏภายใน เข้ายึดครองประเทศจีน โดยมีการต่อต้านที่น้อยมาก

6. กำแพงเมืองจีนไม่ได้เป็นแค่กำแพง ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ มีหอสังเกตการณ์กว่า 1 หมื่นแห่ง

7. กำแพงเมืองจีนเป็นเส้นทางคมนาคม ในระยะแรก ประโยชน์ของกำแพงเมืองจีนก็คือ มันช่วยให้การคมนาคมและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่นตามเทือกเขาเป็นไปอย่างสะดวกยิ่งขึ้น

8. กำแพงเมืองจีนสร้างขึ้นโดยใช้อะไรเป็นส่วนประกอบ ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้าง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้น โดยใช้หิน ดิน และไม้ บางครั้งมีการแพ็คดินไว้ระหว่างไม้แผ่นใหญ่ และมัดไว้ด้วยกันโดยเสื่อทอ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน ในบางสถานที่กำแพงถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีน กำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลน ทำให้ชำรุดได้ง่ายกว่า กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง โดยใช้วัตถุที่ทนทานกว่าเช่นหิน

9. สภาพของกำแพงเมืองจีนในขณะนี้ รายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้ กำแพงเมืองจีนที่ยาว 6,350 กิโลเมตร เหลือให้เห็นเพียง 1/3 เท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์ โดยเฉพาะจากชาวไร่ชาวนาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กำแพงเมืองจีน ไม่สนใจประกาศของรัฐบาลที่กำหนดให้กำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติของชาติ



วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552


สโตนเฮนจ์

สโตนเฮนจ์ (อังกฤษ: Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน

สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใคร ทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่าง สงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาล์โบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว

มีผู้สันนิษฐานถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างสโตนเฮนจ์กันหลายประเด็น แต่ประเด็นที่ดูจะได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ เป็นสถานที่สำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนาของชนกลุ่มที่นับถือลัทธิดรูอิท รองลงมาคือความเชื่อที่ระบุว่า เป็นการสร้างเพื่อหวังผลทางดาราศาสตร์ ใช้ในการสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เช่น สุริยุปราคา เป็นต้น

สโตนเฮนจ์ได้ถูกจัดให้เป็นเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางอีกด้วย



สัญญานไข้หวัด 2009 และอาการของคนที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด 2009 สายพันธ์ใหม่ ชนิด A 2009 H1N1 ที่ระบาดในประเทศเม็กซิโก อาการ ไข้หวัด 2009

อาการไข้หวัด 2009 ในคนนั้นมีอาการ คล้ายกันกับอาการของคนที่เป็นหวัดปกติ และมีอาการต่อไปนี้คือ มีไข้ ท้องเสีย เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศรีษะ หนาว และ ไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนล้า ร่วมด้วย ในบางคนมีอาการท้องเสียร่วมกับอาเจียน และในอดีตมีรายงานว่าผู้ป่วยหลายคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นปอดบวม และ ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด เช่นเดียวกันกับหวัด ที่ไข้หวัด 2009อาจจะแย่ลงจนต้องมีสภาพการเรื้อรัง

ผู้ ที่ติดเชื้อไข้หวัด 2009 ควรได้รับการพิจารณาถึงศักยภาพในการติดเชื้อ ไข้หวัด 2009 ระยะเวลาความยาวนานของการฟักเชื้อจนมีอาการ และความเป็นไปได้ของอาการป่วยที่ยาวนานถึง 7 วัน เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจได้รับเชื้อเป็นเวลานาน

สัญญานเตือนภัย ไข้หวัด 2009 ที่จะบ่งบอกถึงการต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ต้องสังเกตมีดังนี้ ในเด็ก หากเด็กมีอาการหายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก ผิวหนังเป็นจ้ำสีน้ำเงิน ดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอ ปลุกไม่ตื่น หรือไม่มีอาการตอบสนอง มีอาการงอแงไม่ยอมให้อุ้ม มีไข้เฉียบพลัน หรือมีอาหารหวัด ไออย่างรุนแรง หากมีอาการเหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบเข้ารับการรักษาทันที ในผู้ใหญ่ สัญญานเตือนภัยที่จะต้องรีบรักษาเช่นกันคือ อาการหายใจลำบาก หรือหายใจถี่ เจ็บ แน่นหน้าอกหรือช่องท้อง วิงเวียน หน้ามืด และอาเจียนอย่างรุนแรง หรืออาเจียนเป็นเลือด หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบรักษาอย่างเร่งด่วน
โอกาสในการรับเชื้อ ไข้หวัด 2009

การ กระจายและการติดเชื้อของเชื้อไข้หวัด 2009มี 2 ทาง คือ ทางแรก เกิดจาการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ หรือการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อไข้หวัด 2009ทางที่สอง การเกิดจากสัมผัสระหว่างคนกับคนที่ติดเชื้อ การกระจายและติดเชื้อระหว่างคนสู่คนนั้นได้มีการมีบันทึกไว้ และ ถูกคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูที่มีไข้หวัดระบาด (Seasonal flu) สาเหตุให้ที่จะทำให้เชื้อแพร่กระจายจากคนสู่คนถือการไอ หรือจาม ของผู้ติดเชื้อ

ไข้หวัด 2009 จะรักษาอย่างไร?

ยา ที่จะใช้รักษาอาการไข้หวัด 2009นั้น CDC แนะนำให้ใช้ตัวยา oseltamivir หรือ zanamivir (ทางที่ดีอย่าซื้อกินเอง ควรไปพบแพทย์ค่ะ...ผู้เขียน) สำหรับการบำบัดรักษา การป้องกันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสนี้ ยาต้านไวรัส (Antivirus drug) ตามคำสั่งยาของแพทย์ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยาน้ำ หรือ ยาชนิดสูดดม ที่มีฤทธิ์ต้านหวัดช่วยได้โดยการป้องกันการเจริญและพิ่มจำนวนในร่างกาย (ยังคงมีไวสหลงเหลือในร่างกาย) ถ้าหากมีอาการป่วย ยาต้านไวรัสเหล่านี้สามารถทำให้อาการป่วยลดลงและสามารถทำให้รู้สึกดีขึ้น เร็วขึ้น และอาจใช้ป้องกันอาการหวัดที่รุนแรงได้ สำหรับการรักษานั้นยาต้านไวรัสทำงานได้ดีที่สุดถ้าใช้ตั้งแต่เริ่มมีอาการ ป่วย โดยเฉพาะในช่วงประมาณ 2 วันแรกที่มีอาการเหมือนเชื้อหวัด..ไม่มีวัคซีนในการรักษา อย่างไรก็ตามหากการกระทำใดๆในชีวิตประจำวันที่ผู้คนสามารถใช้ช่วยป้องกันการ แพร่กระจายของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจได้ก็ สามารถนำมาใช้ป้องกันเชื้อไข้หวัด 2009 นี้ได้

ข้อแนะนำตามขั้นตอนพึงปฏิบัติเป็นประจำทุกวันเพื่อปกป้องไข้หวัด 2009 และสุขภาพของตัวคุณเอง ดังต่อไปนี้

1. ใช้กระดาษทิชชูปิดจมูกและปากของคุณเมื่อไอ หรือจาม และทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิดหลังการใช้ทันที

2. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือล้างด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ (เช่นเจลล้างมือ) บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังการไอ หรือ จาม

3. พยายามหลีกเลี่ยงการพบปะ และสัมผัสกับผู้ป่วย ถ้าหากป่วยเป็นหวัดควรหยุดพักอยู่บ้าน เพื่อจำกัดการพบปะผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก หรือ ปาก เพราะเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายทางอวัยวะเหล่านี้ได้

ประชาชน ยังไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลกับการจัดเตรียมและรับประทานเนื้อหมู เชื้อไวรัสไข้หวัด 2009 นี้ไม่สามารถแพร่กระจายได้ทางอาหาร อนึ่งการรับประทานเนื้อหมูที่ผ่านการเตรียมที่ดีและผ่านการปรุงสุกจะช่วยให้ มีความปลอดภัยจากเชื้อโรคไข้หวัด 2009 นี้

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552


Protocole de Kyoto

La gouvernance sur le climat repose sur trois traités internationauxConvention-cadre des Nations unies sur les changements climatiques (CCNUCC ou UNFCCC en anglais), ouverte à ratification en 1992 et entrée en vigueur le 21 mars 1994, a été ratifiée à ce jour par 189 pays dont les États-Unis et l’Australie. Son traité fils, le protocole de Kyoto, a été ouvert à ratification le 16 mars 1998, et est entré en vigueur en février 2005. Il a été ratifié à ce jour par 172 pays à l'exception notable des États-Unis.
Notons qu'une charte similaire, la Charte des Verts mondiaux, a été signée par certains partis politiques à travers le monde, notamment quelques partis politiques aux États-Unis, dans laquelle ils se sont engagés à poser des actions ciblés dans le domaine de l'environnement.
Tous les pays membres de la convention climat ont pour objectif de stabiliser les concentrations de gaz à effet de serre dans l'atmosphère à un niveau qui empêche toute perturbation anthropique dangereuse du système climatique. Ils se sont collectivement engagés à prendre des mesures de précaution pour prévoir, prévenir ou atténuer les causes des changements climatiques et en limiter les effets néfastes. Concrètement, tous les pays ont l'obligation de publier des inventaires de leurs émissions de gaz à effet de serre, d'établir, de mettre en œuvre et de publier des programmes nationaux contenant des mesures visant à atténuer les changements climatiques.
Le protocole de Kyoto va plus loin car il propose un calendrier de réduction des émissions des 6 gaz à effet de serre qui sont considérés comme la cause principale du réchauffement climatiquedioxyde de carbone d'ici 2012 par rapport aux émissions de 1990.
fondamentaux : la des cinquante dernières années. Il comporte des engagements absolus de réduction des émissions pour 38 pays industrialisés, avec une réduction globale de 5,2 % des émissions de

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นครใต้บาดาล กอนด์ วานาแลนด์
ตำนานของอาณาจักรกอนด์ วานาแลนด์ (Gondwanaland) ในทวีปอเมริกา ใต้ เล่าลือไปไกลถึงยุโรปว่าเป็นที่อยู่ของมนุษย์ตัวเล็ก แต่เป็นชนชาติที่มีความ เจริญถึงขีดสุด สามารถสร้างเมืองอยุ่ใต้ทะเลสาป "ติติกากา" ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ประเทศโบลิเวียได้ นครใต้บาดาลแห่งนี้นักโบราณคดี ดึกดำบรรพ์พบตำนานเล่าลือว่า เมือง ใหม่ของชนเผ่าโบราณตั้งอยู่ใต้ทวีปอเมริกาใต้ในยุค ก่อนเกิดน้ำท่วมโลก มีนักสำรวจที่มุออกตามหาร่องรอยทวีปลึกลับแห่งนี้ รวมทั้งทีมงานของ ดร.โซย่า ลยูบินอฟ นักมานุษยวิทยาจากเมืองเยตาเตอรินเบิร์กประเทศรัสเซีย ซึ่งเขาเคยให้สำภาษณ์แก่นักข่าวนิตยาสาร "เปอริช" ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับ สัตว์์ใต้ดินว่า "ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสืบหาค้นคว้ามาตลอด 3 เดือนเศษนั้น บ่งบอกว่าตำนานเล่าขานถึงมนุษย์แคระหรือคนเล็กมีถิ่นอาศัยอยู่ใต้ทะเลสาป ใหญ่นั่นเป็นความจริง" ดร.โซย่าเปิดเผยอีกว่าทีมงานนักโบราณคดีของตน ให้สัมภาษณ์ชนเผ่า "ไอมาร่า" ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีร่างเล็ก สูงไม่เกิน 5 ฟุตกับเผ่าปิ๊กมี่ในทวีปแอฟริกา อาจสืบเชื้อสายมาจากคนเล็กที่สุดในโลกใต้บาดาล" จะต่างกันคือชนเผ่าลึกลับที่อาจอยู่ใต้ทะเลสาปในบริเวณที่ราบสูงโบลิเวีย นั้นมีผิวกายเป็นสีเขียวเรื่องๆ นักโบราณคดีชุดนี้ได้พบหลักฐานรอยเท้าคนบนแผ่นดินเหนียวซึ่งแข็งเป็น หิน เพราะผ่านกาลเวลาไม่ต่ำกว่าร้อยถึงพันปีมาแล้ว เป็นรอยเท้ามนุษย์มีขนาดเล็กมาก หากนำขนาดเท่าซึ่งมีความยาวเพียง 6 นิ้วไปเปรียบเทียบขนาด ความสูงได้ไม่เกิน 4 ฟุต นักสำรวจชาวอิตาลี ก็มีข้อมูลเกียวกับนครใต้บาดาล "กอนด์วานาแลนด์" พอสมควรจึงส่งชุดมนุษย์กบลงไปค้นหาหลักฐานในทะเลสาปติติกากา ได้พบ ซากปรักหักพังของอาคารขนาดใหญ่ คล้ายกับโครงสร้างอาคารของชาวโรมันโบราณ นอกจากนี้ยังพบถนนกว้าง 3 เมตรทอดยาวไปตามพื้นก้นทะเลสาป พบ กระดูกสัตว์หลายชิ้น เป็นสัตว์บกเชื่อได้ว่าสัตว์เหล่านี้ถูกนำไปเข้าพิธีบูชายัญ แล้วคนเล็ก หรือคนแคระหายไปไหน ทีมงานของ ดร.โซย่าเชื่อว่า นาวา แลนด์ ได้หนีภัยน้ำท่วมโลกเมื่อราว 12,000 ก่อน โดยสร้างเมืองใหม่อยู่ใต้ ทะเลสาปเป็นนครใต้พิภพ เช่นเดียวกับ "อาณาจักรลีมูเรีย" ตำนานบอกกล่าวอีกว่ากอนด์ วานาแลนด์ นับเป็นทวีปแรกของโลกก็ว่าได้ เมื่อโลกผ่านยุคน้ำแข็งไประดับน้ำเริ่้มลดลง โลกจึงมีแผ่นดินเดียวที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำคือทวีป กอนด์ วานาแลนด์ ี่เอง ประมาณกันว่าทีวีปกอนด์ วานาแลนด์เกิดขึ้นเมื่อราว 100 ล้่านปีก่อน ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด เปลือกโลกเคลื่อนตัวแยกจากกันทวีปใหญ่ก็ ถูกแยกไปเป็นทวีปแอฟริกา ทวีปแอนตาร์กติกกา ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกาใต้ ทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ ส่วนชนเผ่าลึกลับนั้นมาอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้หรือส่วนที่เหลืออยู่ของทวีป กอนด์ วานาแลนด์ เมื่อใดไม่มีใครรู้ เมื่อ 40 ปีก่อนนักสำรวจได้พบภาพวาดบนผนังหินใกล้กับทะเลสาปติติกากา ในประเทศโบลิเวีย เป็นภาพสีใช้ดินแร่วาดเป็นคนผิวสีน้ำตาลแดง สูง 3 ฟุต ไม่ สวมเสื้อผ้า แต่มีคล้ายโลหะคล้องคอ ถือปลา 2 พวง จากการตรวจอายุภาพด้วยเครื่องไกเกอร์เคาเตอร์พบว่ามีอายุราว 3,000 ปี ถ้าชาวกอนด์ วานาแลนด์เป็นผู้เขียนภาพนี้ไว้ก่อนจะลงไปอยู่นครใต้บาดาลก็ แสดงว่ามนุษย์ตัวเล็กยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่จนถึงบัดนี้