วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2552


Protocole de Kyoto

La gouvernance sur le climat repose sur trois traités internationauxConvention-cadre des Nations unies sur les changements climatiques (CCNUCC ou UNFCCC en anglais), ouverte à ratification en 1992 et entrée en vigueur le 21 mars 1994, a été ratifiée à ce jour par 189 pays dont les États-Unis et l’Australie. Son traité fils, le protocole de Kyoto, a été ouvert à ratification le 16 mars 1998, et est entré en vigueur en février 2005. Il a été ratifié à ce jour par 172 pays à l'exception notable des États-Unis.
Notons qu'une charte similaire, la Charte des Verts mondiaux, a été signée par certains partis politiques à travers le monde, notamment quelques partis politiques aux États-Unis, dans laquelle ils se sont engagés à poser des actions ciblés dans le domaine de l'environnement.
Tous les pays membres de la convention climat ont pour objectif de stabiliser les concentrations de gaz à effet de serre dans l'atmosphère à un niveau qui empêche toute perturbation anthropique dangereuse du système climatique. Ils se sont collectivement engagés à prendre des mesures de précaution pour prévoir, prévenir ou atténuer les causes des changements climatiques et en limiter les effets néfastes. Concrètement, tous les pays ont l'obligation de publier des inventaires de leurs émissions de gaz à effet de serre, d'établir, de mettre en œuvre et de publier des programmes nationaux contenant des mesures visant à atténuer les changements climatiques.
Le protocole de Kyoto va plus loin car il propose un calendrier de réduction des émissions des 6 gaz à effet de serre qui sont considérés comme la cause principale du réchauffement climatiquedioxyde de carbone d'ici 2012 par rapport aux émissions de 1990.
fondamentaux : la des cinquante dernières années. Il comporte des engagements absolus de réduction des émissions pour 38 pays industrialisés, avec une réduction globale de 5,2 % des émissions de

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นครใต้บาดาล กอนด์ วานาแลนด์
ตำนานของอาณาจักรกอนด์ วานาแลนด์ (Gondwanaland) ในทวีปอเมริกา ใต้ เล่าลือไปไกลถึงยุโรปว่าเป็นที่อยู่ของมนุษย์ตัวเล็ก แต่เป็นชนชาติที่มีความ เจริญถึงขีดสุด สามารถสร้างเมืองอยุ่ใต้ทะเลสาป "ติติกากา" ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ประเทศโบลิเวียได้ นครใต้บาดาลแห่งนี้นักโบราณคดี ดึกดำบรรพ์พบตำนานเล่าลือว่า เมือง ใหม่ของชนเผ่าโบราณตั้งอยู่ใต้ทวีปอเมริกาใต้ในยุค ก่อนเกิดน้ำท่วมโลก มีนักสำรวจที่มุออกตามหาร่องรอยทวีปลึกลับแห่งนี้ รวมทั้งทีมงานของ ดร.โซย่า ลยูบินอฟ นักมานุษยวิทยาจากเมืองเยตาเตอรินเบิร์กประเทศรัสเซีย ซึ่งเขาเคยให้สำภาษณ์แก่นักข่าวนิตยาสาร "เปอริช" ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับ สัตว์์ใต้ดินว่า "ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสืบหาค้นคว้ามาตลอด 3 เดือนเศษนั้น บ่งบอกว่าตำนานเล่าขานถึงมนุษย์แคระหรือคนเล็กมีถิ่นอาศัยอยู่ใต้ทะเลสาป ใหญ่นั่นเป็นความจริง" ดร.โซย่าเปิดเผยอีกว่าทีมงานนักโบราณคดีของตน ให้สัมภาษณ์ชนเผ่า "ไอมาร่า" ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีร่างเล็ก สูงไม่เกิน 5 ฟุตกับเผ่าปิ๊กมี่ในทวีปแอฟริกา อาจสืบเชื้อสายมาจากคนเล็กที่สุดในโลกใต้บาดาล" จะต่างกันคือชนเผ่าลึกลับที่อาจอยู่ใต้ทะเลสาปในบริเวณที่ราบสูงโบลิเวีย นั้นมีผิวกายเป็นสีเขียวเรื่องๆ นักโบราณคดีชุดนี้ได้พบหลักฐานรอยเท้าคนบนแผ่นดินเหนียวซึ่งแข็งเป็น หิน เพราะผ่านกาลเวลาไม่ต่ำกว่าร้อยถึงพันปีมาแล้ว เป็นรอยเท้ามนุษย์มีขนาดเล็กมาก หากนำขนาดเท่าซึ่งมีความยาวเพียง 6 นิ้วไปเปรียบเทียบขนาด ความสูงได้ไม่เกิน 4 ฟุต นักสำรวจชาวอิตาลี ก็มีข้อมูลเกียวกับนครใต้บาดาล "กอนด์วานาแลนด์" พอสมควรจึงส่งชุดมนุษย์กบลงไปค้นหาหลักฐานในทะเลสาปติติกากา ได้พบ ซากปรักหักพังของอาคารขนาดใหญ่ คล้ายกับโครงสร้างอาคารของชาวโรมันโบราณ นอกจากนี้ยังพบถนนกว้าง 3 เมตรทอดยาวไปตามพื้นก้นทะเลสาป พบ กระดูกสัตว์หลายชิ้น เป็นสัตว์บกเชื่อได้ว่าสัตว์เหล่านี้ถูกนำไปเข้าพิธีบูชายัญ แล้วคนเล็ก หรือคนแคระหายไปไหน ทีมงานของ ดร.โซย่าเชื่อว่า นาวา แลนด์ ได้หนีภัยน้ำท่วมโลกเมื่อราว 12,000 ก่อน โดยสร้างเมืองใหม่อยู่ใต้ ทะเลสาปเป็นนครใต้พิภพ เช่นเดียวกับ "อาณาจักรลีมูเรีย" ตำนานบอกกล่าวอีกว่ากอนด์ วานาแลนด์ นับเป็นทวีปแรกของโลกก็ว่าได้ เมื่อโลกผ่านยุคน้ำแข็งไประดับน้ำเริ่้มลดลง โลกจึงมีแผ่นดินเดียวที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำคือทวีป กอนด์ วานาแลนด์ ี่เอง ประมาณกันว่าทีวีปกอนด์ วานาแลนด์เกิดขึ้นเมื่อราว 100 ล้่านปีก่อน ต่อมาเกิดแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด เปลือกโลกเคลื่อนตัวแยกจากกันทวีปใหญ่ก็ ถูกแยกไปเป็นทวีปแอฟริกา ทวีปแอนตาร์กติกกา ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกาใต้ ทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกาเหนือ ส่วนชนเผ่าลึกลับนั้นมาอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้หรือส่วนที่เหลืออยู่ของทวีป กอนด์ วานาแลนด์ เมื่อใดไม่มีใครรู้ เมื่อ 40 ปีก่อนนักสำรวจได้พบภาพวาดบนผนังหินใกล้กับทะเลสาปติติกากา ในประเทศโบลิเวีย เป็นภาพสีใช้ดินแร่วาดเป็นคนผิวสีน้ำตาลแดง สูง 3 ฟุต ไม่ สวมเสื้อผ้า แต่มีคล้ายโลหะคล้องคอ ถือปลา 2 พวง จากการตรวจอายุภาพด้วยเครื่องไกเกอร์เคาเตอร์พบว่ามีอายุราว 3,000 ปี ถ้าชาวกอนด์ วานาแลนด์เป็นผู้เขียนภาพนี้ไว้ก่อนจะลงไปอยู่นครใต้บาดาลก็ แสดงว่ามนุษย์ตัวเล็กยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่จนถึงบัดนี้
มาชูปิกชู
มาชูปิกชู (Machu Picchu) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เมืองสาบสูญแห่งอินคา" เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาว อินคาในประเทศเปรู
มาชูปิกชู อยู่บนชะง่อนเขาของเทือกเขาแอนดิส 2,253 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นสถานที่ที่ต้องพยายาม อย่างยากลำบากที่จะสร้างเมือง ที่น่าอัศจรรย์มากคือ มาชูปิกชูอยู่สูงมากจนเหมือนอยู่เหนือทุกสิ่ง เปรียบเสมือนเมืองของเทพเจ้า คาดว่ามาชูปิกชูถูกสร้างขึ้นในยุค 1460 โดยผู้เป็นเทวกษัตริย์อินคา
มาชูปิกชูเป็นสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 200 หลัง และมีพลเมืองเกือบ 1,000 คน เผ่าอินคาเป็นนักวิศวกรรมที่ก้าวหน้ามาก พวกเขาสร้างถนน ท่อระบายน้ำ และระบบระบายน้ำได้อย่างยอดเยี่ยม ที่มาชููปิกชูนี้จะเห็นว่า น้ำจะถูกลำเลียงมาในเมือง และจะถูกกักเก็บไว้อยู่ทางด้านหลังของเมือง หลังจากนั้น น้ำก็จะไหลลงมาตามลำคลอง ตามน้ำตก อย่างมีระบบ

มาชูปิกชู เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความเชื่อกันว่า มาชูปิกชูเป็นถิ่นกำเนิดของหญิงพรหมจรรย์ ซึ่งเป็นผู้รับใช้เทพเจ้า แห่งพระสุริยเทพ
ในช่วงที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่านเส้นศูนย์สูตร ชาวอินคากลัวว่าดวงอาทิตย์จะไม่กลับมา จึงพยายามผูกดวงอาทิตย์ ไว้กับโลกโดยการสร้างแท่นนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นที่นั่งให้แก่ดวงอาทิตย์ นอกจากนี้สำหรับชาวอินคา สายรุ้งก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน เนื่องจากชาวอินคาเชื่อว่าสายรุ้งคือบุตรชายของพระสุริยเทพนั่นเอง
ด้านบนสุดของมาชูปิกชู น่าจะเคยเป็นวิหาร เพราะว่ามีแท่นบูชาที่มีลักษณะพิเศษ ตรงที่แท่นบูชาแกะสลักจากตัวภูเขา ไม่มีใครทราบว่ามีความหมายอะไรสำหรับชาวอินคา บางคนคิดว่าคงจะเกี่ยวกับ การสักการะบูชาพระสุริยเทพ บ้างก็ว่าอาจจะเป็นนาฬิกาแดดก็เป็นได้
มาชูปิกชูเป็นเหมือนดินแดนที่ถูกเสกขึ้นให้เหมือนดั่งสวรรค์ ชาวอินคาสามารถอยู่อาศัยเป็นหนึ่งเดียว กับธรรมชาติ และสักการะเทพของพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552


พิพิธภัณฑ์อะยาโซเฟีย
ฮาเยีย โซเฟีย หรือ ฮาเจีย โซเฟีย (ภาษาตุรกี: Ayasofya, ภาษาละติน: Sancta Sapientia, ภาษากรีก หรือชื่อในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์อะยาโซเฟีย (Ayasofya Museum) เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกส์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและมักถูกจัดให้อยู่ในรายการสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง[1] จุดเด่นอยู่ที่ยอดโดมขนาดมหึมากลางวิหาร และนับเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ ฮาเจีย โซเฟียเคยเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมานานเกือบพันปี จนกระทั่งโบสถ์เซบียาสร้างเสร็จในปี 1520
สิ่งก่อสร้างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันถูกสร้างให้เป็นโบสถ์ในระหว่างปี ค.ศ. 532-537 โดย
จักรพรรดิจัสติเนียนแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ และเป็นโบสถ์หลังที่สามถูกสร้างขึ้นในสถานที่เดียวกันนี้ (โบสถ์สองหลังแรกถูกทำลายในระหว่างการจลาจล) โบสถ์นี้เป็นศูนย์กลางของนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ เป็นเวลาเกือบ 1,000 ปี

ในปี 1453 หลังจากที่จักรวรรดิออตโตมันพิชิตจักรวรรดิไบแซนไทน์ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 จึงดัดแปลงโบสถ์ให้กลายเป็นสุเหร่า เช่นย้ายระฆัง แท่นบูชา รูปปั้นต่าง ๆ ออก และสร้างสัญลักษณ์ทางอิสลาม เช่นเสามินาเรต แทน สุเหร่าโซเฟียเป็นสุเหร่าหลักของอิสตันบูลมากว่า 500 ปี และเป็นต้นแบบของสุเหร่าออตโตมันอีกหลายแห่ง เช่นสุเหร่าสุลต่านอาเหม็ด (สุเหร่าสีน้ำเงิน), สุเหร่าเซห์ซาเด, สุเหร่าซือเลย์มานิเย และสุเหร่ารืสเตม ปาชา ในปี 1935 ฮาเจีย โซเฟียก็ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์โดยสาธารณรัฐตุรกีจนถึงปัจจุบัน
อีกชื่อหนึ่งของ ฮาเจีย โซเฟีย คือเซนต์โซเฟีย ซึ่งมาจากชื่อเต็มในภาษากรีก "Ναός τῆς Ἁγίας τοῦ Θεοῦ Σοφίας" แปลว่า โบสถ์แห่งปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ โดยคำว่า "โซเฟีย" มาจากภาษาละติน ที่เปลี่ยนมาจากคำในภาษากรีกที่แปลว่า "ปัญญา" อีกทีหนึ่ง จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับเซนต์ที่ชื่อโซเฟียแต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Chocolat

Originaire des plaines tropicales d'Amérique du Sud, le cacao fut cultivé durant au moins trois millénaires en Amérique Centrale et au Mexique. Les documents les plus anciens attestant de sa présence remontent vers 1100 avant JC. La majorité des peuples mésoaméricains (y compris les Mayas et les Aztèques) faisaient des boissons chocolatées.
Durant presque toute son histoire, le chocolat fut utilisé comme boisson. Les plus anciennes traces de l'utilisation du chocolat datent d'avant les
Olmèques. En novembre 2007, des archéologues rapportèrent avoir trouvé une preuve de la plus ancienne culture et utilisation du cacao sur un site à Puerto Escondido (au Honduras); datant de 1100 à 1400 avant JC.[10]
Les restes et le type de récipients qu'ils trouvèrent indiquent qu'à l'origine, l'usage du cacao n'était pas uniquement en tant que boisson, mais que la pulpe blanche autour des fèves de cacao était probablement utilisée comme source de sucre à fermenter pour la production de boissons alcoolisées.[10] Les Mayas cultivait des cacaoyers, [11] et utilisait les graines de cacao qu'ils produisaient, pour fabriquer une boisson mousseuse et amère.[12]
Des documents rédigés en caractères Maya attestent que le chocolat était utilisé aussi bien pour des cérémonies que pour la vie quotidienne. [13] Le reste de chocolat trouvé dans une poterie à Río Azul (Guatemala), suggère que les Mayas buvaient du chocolat autour de 400 avant JC. Au Nouveau Monde, le chocolat était consommé sous forme d'une boisson amère et épicée appelée xocoatl ; et était souvent aromatisée avec de la vanille, du piment et du roucou.[14]
Des résidus de chocolat ont été découverts dans des poteries olmèques, ce qui signifie que cette civilisation de l'ancien Mexique buvait déjà du chocolat il y a 2 600 ans. On peut penser qu'ils ont domestiqué le cacaoyer qui a toujours été considéré comme l'arbre des dieux[réf. nécessaire]. Au Belize fut découvert un pot contenant des traces de cacao, ce qui prouve l'existence d'une consommation de chocolat dès le VIe siècle[A 1].
Les
mayas ont également développé la culture du cacaoyer. Les fèves de cacao étaient utilisées pour faire du troc, payer des impôts et acheter des esclaves. La boisson obtenue avec ces graines était vraisemblablement utilisée à des fins thérapeutiques ou lors de certains rituels[réf. nécessaire]. Le livre de la Genèse Maya, le Popol Vuh, attribue la découverte du chocolat aux dieux. Cette boisson aurait été confectionnée lors de l'union naturelle du héros Hun Hunaphu avec une jeune fille de Xibalba, l'inframonde maya. Hun Hunaphu avait été décapité par les seigneurs de Xibalba. Sa tête fut ensuite pendue à un arbre mort qui donna miraculeusement des fruits en forme de calebasse appelés cabosses de cacao. La tête du héros cracha dans la main de la jeune fille, assurant ainsi sa fécondation magique. Depuis, le peuple maya se sert du chocolat comme préliminaires au mariage. Le cacao permettait aussi de purifier les jeunes enfants maya lors d'une cérémonie. De même, le défunt était accompagné de cacao pour son voyage vers l'au-delà[A 2].
Vers
1300 après J.-C., les Aztèques associèrent le chocolat à Xochiquetzal, la déesse de la fertilité. Dans l'ancien Mexique, le chocolat était consommé sous forme de boisson amère et pimentée appelée xocoatl. Le xocoatl était censé combattre la fatigue, une croyance probablement attribuable à la théobromine[réf. nécessaire]. Seuls les nobles et les guerriers consommaient du chocolat, car le cacao était une marchandise rare qu'il fallait importer depuis les vergers du Tabasco et du Soconuzco appartenant aux Mayas. Le cacao était un produit précieux dans toute la Mésoamérique et les fèves de cacao étaient souvent utilisées comme monnaie d'échange. D'autres boissons chocolatées le combinaient avec des produits comestibles, tels les gruaux de maïs (qui agissaient comme un émulsifiant[réf. nécessaire]), le miel, la vanille, le piment ou le roucou[A 3].
On pensait que Xocoatl permettait de lutter contre la fatigue, une croyance que l'on devait probablement à la teneur en
Théobromine. Le chocolat fut également un produit de luxe dans toute la Mésoamérique Civilisation précolombienne et les fèves de cacao furent souvent utilisées en tant que monnaie d'échange.[15]Par exemple, les Aztèques utilisaient un système pour lequel une dinde coûtait 100 fèves de cacao et un avocat frais valait 3 fèves.[16]
Dès leur apparition, les fèves de cacao ont été utilisées par les habitants d'Amérique centrale comme monnaie d'échange et unité de calcul, cela déjà environ 1 000 ans av. J.-C. Un Zontli était égal à 400 fèves, tandis que 8 000 fèves étaient égales à un Xiquipilli. Dans les hiéroglyphes mexicains, un panier contenant 8 000 fèves symbolisait le chiffre 8 000[17]. Plus tard, en 1576, il fallait 1 200 fèves pour obtenir 1 peso mexicain[18].
Dans les cultures sud-américaines et européennes, on utilisa pendant plusieurs siècles les fèves de cacao pour traiter les diarrées
[19]. Tous les territoires où poussaient des cacaoyers qui étaient conquis par les Aztèques devaient leur verser les fèves de cacao comme taxe, ou pour reprendre le mot utilisé par les Azèques, comme tribut[20].

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552


กีฬาลีลาศจังหวะวอลซ์
ประวัติของจังหวะ วอลซ์
ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1910 – 1914 ฝูงชนได้หลั่งไหลไปที่บอสตันคลับ ใน โรงแรมซาวอย ที่ตั้งอยู่ ณ กลางกรุงลอนดอน เพื่อเต้นรำจังหวะ “บอสตัน วอลซ์” ซึ่งเป็นต้นแบบของวอลซ์ ที่ใช้ในการแข่งขันปัจจุบันในปี ค.ศ. 1914 จังหวะบอสตันได้เสื่อมสลายลง เบสิคพื้นฐานได้ถูกเปลี่ยนไปในทิศทางของ “วอลซ์” หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จังหวะวอลซ์ ได้เริ่มถูกพัฒนาให้ถูกทางขึ้นด้วยท่าแม่แบบ อย่างเช่น THE NATURAL และ REVERSE TURN และ THE CLOSED CHANGE ความก้าวหน้าในการพัฒนา จังหวะ “วอลซ์” เป็นไปอย่างยืดยาด และเชื่องช้า ผู้ที่ได้ทุ่มเทกับการพัฒนาจังหวะนี้เป็นพิเศษ ต้องยกให้ มิส โจส์เซฟฟิน แบรดลีย์ (JOSEPHINE BRADLY) วิคเตอร์ ซิลเวสเตอร์ SILVEST(VICTOR ER) และแม็กซ์เวลล์ สจ๊วตค์ (MAXWELL STEWARD) และแพ็ทไซด์ (PAT SYKES) แชมป์เปี้ยนคนแรกของชาวอังกฤษ สถาบันที่ได้สร้างผลงานต่อการพัฒนาแม่แบบต่างๆ ให้มีความเป็นมาตรฐานคือ “IMPERIAL SOCIETY OF TEACHERS” (ISTD) ท่าแม่แบบเหล่านี้ บรรดานักแข่งขันยังคงใช้กันอยู่ถึงปัจจุบัน

ลักษณะเฉพาะของจังหวะ วอลซ์ เอกลักษณ์เฉพาะ สวิง และเลื่อนไหล นุ่มนวล เคลื่อนเป็นวง ซาบซึ้งและเร้าอารมณ์การเคลื่อนไหว การสวิง ลักษณะแกว่งไกว แบบลูกตุ้มนาฬิกาห้องดนตรี 3 / 4ความเร็วต่อนาที 30 บาร์ สอดคล้องกับกฎของ IDSFการเน้นจังหวะบนบีท (Beat) ที่ 1เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน 1 นาทีครึ่ง ถึง 2 นาทีการขึ้นและลง เริ่มขึ้นหลังสิ้นสุด 1 ขึ้นต่อเนื่องตอน 2 และ 3 หน่วงลดลง หลังสิ้นสุด 3หลักพลศาสตร์ ความสมดุลที่ดีสัมพันธ์กับการเลื่อนไหล การใช้น้ำหนัก จังหวะเวลา และการเคลื่อนไหวที่โล่งอิสระ

กีฬาลีลาศจังหวะแทงโก้

ประวัติของจังหวะแทงโก้
จังหวะ มิรองก้า MILONGA คือแม่แบบของจังหวะแทงโก้ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ การเคลื่อนไหวของ ศีรษะและไหล่ โดยการสับเปลี่ยนทันทีทันใด จากการเคลื่อนไหวสู่ความนิ่งสงบต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการเต้นรำจังหวะ มิรองก้า นี้ในโรงละครเล็ก ๆ โดยเหล่าชนสังคมชั้นสูงที่มาจากประเทศ บราซิล ในช่วงเวลานั้น ชื่อของมันได้ถูกเปลี่ยนจาก มิรองก้า เป็นแทงโก้ ชื่อของมิรองก้า ยังมีตำนานเล่าขานอีกมากมายที่จะหวนไปสู่ความทรงจำ ที่มีมาจากนครบัวโนส แอเรส (BUENOS AIRES)แห่งประเทศอาร์เจนติน่า จังหวะแทงโก้ ได้ถูกแนะนำสู่ทวีปยุโรป ความจริงแล้วเริ่มก่อนในกรุงปารีส ในชุมชนชาวอาร์เจนติน่า กระทั่งปี ค.ศ.1907 แทงโก้ไม่เป็นที่ยอมรับในกรุงลอนดอน การเต้นได้ส่อแนวไปทางเพศสัมพันธ์มากเกินไป และมีคนจำนวนมากคัดค้าน ภายหลังได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ (STYLISTIC) ไปบ้าง จังหวะแทงโก้ถึงได้รับการยอมรับในกรุงปารีส และลอนดอน ในเวลานั้น (ค.ศ. 1912) ซึ่งเป็นช่วงเวลาของแทงโก้ปาร์ตี้ แทงโก้ทีส์ และแทงโก้ซุปเพียร์ ร่วมกันกับการแสดงของเหล่านักเต้นแทงโก้ระดับมืออาชีพ ในปี ค.ศ.1920/1921 จังหวะแทงโก้ ได้เพิ่มความมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ในการร่วมปรึกษาหารือในการประชุมที่มหานครลอนดอน ระหว่างช่วงทศวรรษที่ 30 ลักษณะการกระแทกกระทั้นเป็นช่วงๆ (STACCATO ACTION) ได้ถูกนำเข้าใช้ร่วมในองค์ประกอบท่าเต้นของจังหวะแทงโก้

ลักษณะเฉพาะของจังหวะ แทงโก้ เอกลักษณ์เฉพาะ มั่นคง และ น่าเกรงขาม โล่งอิสระ ไม่มีการสวิง และ เลื่อนไหลการกระแทกกระทั้น เป็นช่วงๆ (STACCATO ACTION)การเคลื่อนไหว เฉียบขาด อาการเปลี่ยนแปลงที่สับเปลี่ยนอย่างฉับพลันสู่ความสงบนิ่ง การ ย่างก้าวที่นุ่มนวลอย่างแมวห้องดนตรี 2/4ความเร็วต่อนาที 33 บาร์ สอดคล้องกับกฎของ IDSFการเน้นจังหวะ บีทที่ 1 และ 3 เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน 1 นาทีครึ่ง ถึง 2 นาทีการขึ้นและลง ไม่มีการขึ้นและลงหลักพลศาสตร์ ความสมดุลที่ดีร่วมกับการใช้น้ำหนัก จังหวะเวลา และการขับเคลื่อนอย่างโล่งอิสระ